Email
Pwd.
สมัครสมาชิก
|
ลืมรหัส?
::
Home
» ข่าวประชาสัมพันธ์ » ประเด็นร้อน
Share
|
หมีขั้วโลก (71 ล้าน) ที่สวนสัตว์เชียงใหม่
สารภาพตามตรงเลยครับว่าแม้ตัวจะอยู่เชียงใหม่แต่ไม่ได้สนใจข่าวคราวเรื่อง สวนสัตว์เชียงใหม่จะเอาหมีขั้วโลกเหนือมาอยู่เลยแม้แต่น้อยมัวแต่สนใจเรื่อง อื่นทั้ง ๆ ที่เจ้าหมีขั้วโลกสมาชิกใหม่ตัวนี้ถูกวางตัวให้เป็นแม่เหล็กแทนแพนด้าใน อนาคตแถมต้องลงทุนก่อสร้างถึง 71 ล้านบาท
อันดับแรกต้องตำหนิตัวเองอย่างรุนแรงเพราะโดยอาชีพแล้วไม่สามารถจะ แก้ตัวใด ๆ เลยว่าไม่รู้.., แต่เมื่อมาตรวจสอบอีกรอบก็ปรากฏว่าคนเชียงใหม่รอบ ๆ ตัวไม่ว่าเพื่อนในซอย เพื่อนในโต๊ะอาหาร และเพื่อนในกลุ่มแทบทุกคนก็ไม่รู้..จนกระทั่งสวนสัตว์มีคัตเอาท์โปรโม ตเรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อไม่กี่วันและก็มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มอนุรักษ์สัตว์ อาทิ หมอหม่อง-น.พ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ คุณนิคม พุทธา ฯลฯ และจะมีเพื่อนสื่อมวลชนจากชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมมาลงพื้นที่เชียงใหม่เพื่อ ติดตามโครงการดังกล่าว
ผมตรวจดูข่าวเก่าพบว่าศูนย์ข่าวภาคเหนือของเอเอสทีวีผู้จัดการรายงาน เรื่องนี้มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ทั้ง 2 ชิ้นก็แทบไม่มีคนมาคลิกอ่าน ชิ้นนึง 200 กว่าคลิกส่วนอีกชิ้น 120 กว่า (หลังจากนำเสนอเรื่องนี้หวังว่าคงมีจำนวนคลิกมากขึ้น) ตอนที่ผู้บริหารสวนสัตว์แถลงข่าวเปิดตัวโครงการนี้ เชิญสื่อมวลชนร่วมงานวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 7 กรกฏาคมปีที่แล้วตอนนั้นที่กรุงเทพฯเพิ่งจะผ่านพ้นวาระเผาบ้านเผาเมืองมายอม รับว่าช่วงดังกล่าวไม่มีกะจิตกะใจอ่านข่าวอื่นเลยนอกจากสนใจปัญหาการเมือง เป็นหลักซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ก็คงเป็นเช่นกัน จนกระทั่งเมื่อ 26 มีนาคมไม่กี่วันที่ผ่านมาผู้บริหารสวนสัตว์แถลงความคืบหน้าโครงการนี้อีกครั้งว่าก่อสร้างแล้วเสร็จไป 30% จะเปิดบริการในปี 2556 ซึ่งนอกจากหมีขั้วโลกแล้วก็จะมีเพนกวินคิงมาแสดงด้วย
ด้วยเหตุที่ว่าเรื่องนี้กำลังจะกลายเป็นเรื่องใหญ่จึงต้องรีบทำ การบ้านไว้ก่อน ผมเข้าไปดูในเว็บไซต์ของสวนสัตว์พบว่ามีคลิปวีดีโอ.นำเสนอโครงการ Polar World Chiang Mai อยู่จึงรีบคลิกไปเข้าดูรายละเอียดด้วยความดีใจที่สวนสัตว์มีช่องทางเปิดเผย ข้อมูลให้กับประชาชนทราบที่ดีมากเมื่อเทียบกับองค์กรรัฐอื่น ๆ เนื้อหาในคลิปความยาว 10.35 นาทีเกริ่นนำด้วยปัญหาโลกร้อน ปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้วก็โยงมาถึงสวนสัตว์จึงได้มีโครงการมูลค่า 71 ล้านบาทนี้ขึ้นมา ในนั้นยังบอกด้วยว่าตึกหลังใหญ่ที่ออกแบบให้มีอุณหภูมิเหมือนขั้วโลกหลังนี้ มีการแบ่งพื้นที่เป็นส่วนต่าง ๆ เช่นส่วนวิจัย ที่ชั้นลอยก็เป็นพื้นที่แบ่งให้เอกชนเช่าค้าขายเชิงพาณิชย์ ถัดไปก็เป็นร้านของที่ระลึก ฯลฯ เป็นต้น
จะว่าไปแล้วคลิปนี้ก็ให้รายละเอียดเบื้องต้นได้พอสมควรแม้จะไม่ลง ข้อมูลสำคัญที่ประชาชนควรรู้ส่วนอื่น ๆ ก็ตาม..ผมก็เลยทำลิงค์โพสต์ขึ้นเฟซบุ้คเมื่อวันอาทิตย์แปลกดีพอเช้าวัน จันทร์(11เม.ย.)คลิกเข้าไปดูอีกรอบดูไม่ได้เสียแล้วระบบมันบอกว่า Access Denied (ใครสนใจคงต้องติดต่อสวนสัตว์เองหรือว่าถ้าหากติดขัดวันหยุดหรือยังไงถามมา ทางนี้ก็ได้เพราะโหลดมาไว้แล้ว) ผมคิดว่านี่เป็นภารกิจพื้นฐานของหน่วยงานรัฐที่ต้องทำตัวเองให้โปร่งใส ยิ่งโครงการใช้เงินของประชาชนมากเท่าไหร่ยิ่งต้องตั้งใจเปิดเผยข้อมูลของ โครงการนั้นให้มากที่สุด และทางสวนสัตว์หรือกระทรวงทรัพย์ฯเองก็ต้องทำใจครับว่าโครงการลักษณะนี้ อย่างไรเสียก็ต้องมีคนสนใจมีทั้งเห็นด้วยไม่เห็นด้วยหากกระทำตนเป็นองค์กร ยุคใหม่ก็ต้องพร้อมเจรจาให้ข้อมูลและเหตุผลเพื่อให้เกิดการถกเถียงผ่าน สาธารณะที่ประชาชนได้ประโยชน์จริง
ตอนที่สวนสัตว์ฯ (ซึ่งคงหมายถึงรัฐมนตรีสุวิทย์ คุณกิตติด้วย) ตัดสินใจทำโครงการนี้เป็นห้วงเวลาที่ลูกหมีขาวขั้วโลกที่ชื่อว่า “คนุต” กำลังโด่งดังในเยอรมันกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดความสนใจของทั่วโลกถึงขนาดมีคน แต่งเพลงให้ชื่อว่า Lied: Knut der kleine Eisbär คนุตเปิดตัวต่อสาธารณะเมื่อปี 2007 ช่างน่าบังเอิญมากที่พอถึงปี 2010 สวนสัตว์ประเทศไทยจึงได้คิดทำโครงการ Polar World Chiang Mai ขึ้นมาด้วยความพิสดารแบบไทย ๆ เพราะการเอาสัตว์ขั้วโลกมาอาศัยอย่างปกติสุขในเมืองร้อนมันต้องลงทุนเป็น พิเศษถึง 71 ล้านบาทแต่เมื่อคิดจินตนาการว่ามันจะคุ้มค่าในทางเม็ดเงินหรือไม่ ? มันก็ก้ำกึ่งอยู่ขึ้นกับว่าเราจะคิดต้นทุนกำไรกันแบบไหน แต่ที่แน่ ๆ มีโครงการลักษณะนี้ทีไรคนที่ยิ้มกว้างเป็นพิเศษล้วนแต่เป็นนักการเมืองหรือ ไม่ก็ผู้บริหารระดับสูงทุกทีไป
ผมคิดเอาเองว่าสวนสัตว์เริ่มโชคไม่ดีแล้วล่ะครับ เด้งแรกสืบเนื่องจากเจ้าคนุตน้อยที่น่ารักแห่งสวนสัตว์เบอร์ลินจู่ ๆ ก็ตายลงในวัยแค่ 4 ขวบเป็นข่าวช็อคไปทั่วโลกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้เอง แม้เจ้าคนุตจะไม่ได้เกี่ยวข้องเป็นญาติทางใดกับคุณโสภณ ดำนุ้ย หรือรัฐมนตรีสุวิทย์ (ฮา) แต่มันยิ่งทำให้กระแสปกป้องหมีขั้วโลกยิ่งโหมแรงขึ้น องค์กรพิทักษ์สัตว์ป่าระดับโลกเขาสนใจเรื่องหมีขั้วโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ จากภาวะโลกร้อนและการหดตัวของขั้วโลก เมื่อไม่กี่วันมานี้ช่อง Discovery ก็เพิ่งฉายสารคดีว่าด้วยปัญหานี้เขาฉายภาพหมีน้อยที่ตายเพราะขาดอาหารที่สืบ เนื่องจากธรรมชาติเปลี่ยนแปลง การที่จู่ ๆ สวนสัตว์เมืองร้อนเอาหมีขั้วโลกมาจัดแสดงในนามของการศึกษาวิจัยและการ อนุรักษ์มันก็แปลก ๆ พิลึกพิกลอยู่ ส่วนที่เด้งที่สองก็คือว่านับจากนี้สังคมไทยส่วนหนึ่งคงจะจับตามองโครงการ นี้อย่างจริงจัง สวนสัตว์คงจะต้องอยู่ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์และแน่นอนว่าเสียงที่ไม่เห็น ด้วยก็จะดังขึ้นทันทีที่ข่าวคราวของโครงการนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างจริงจัง
ไม่ต้องถึงกับหมอหม่อง หรือคุณนิคม ที่นักอนุรักษ์สัตว์มืออาชีพที่มีความรู้ความชำนาญความเข้าใจ แค่ระดับตัวผมก็ยังมีข้อสงสัยเลย ยกตัวอย่างเช่นเราต้องผลิตความเย็นภายในอาคาร 2,900 กว่าตร.ม.แบบไหนถึงจะให้สัตว์ขั้วโลกอยู่ได้อย่างปกติสุข ไม่ถูกต่อว่าจากคนรักสัตว์ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเปิดเครื่องทำความเย็นตลอดวัน ตลอดคืนเพราะต่อให้หน้าหนาวของเชียงใหม่จะหนาวสุด ๆ แค่ไหนมันก็คือความร้อนอบอ้าวของหมีขั้วโลกอยู่ดี ข้อมูลเหล่านี้สวนสัตว์ยังไม่ได้บอกกับสาธารณะว่าต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามา เพื่อการนี้เดือนละเท่าไหร่ ? คิดเป็นเม็ดเงินกี่บาท ? และคิดเป็นพลังน้ำจากเขื่อนจำนวนเท่าไหร่เพื่อบำเรอเจ้าหมีเจ้าเพนกวินและ รายได้ผ่านประตูของสวนสัตว์
เชื่อขนมกินได้เลยครับว่าสวนสัตว์คงจะถูกถล่มในประเด็นว่าด้วย วัตถุประสงค์ของโครงการ(ที่ใครไม่รู้เขียนไว้อย่างสวยงามน่าหลงใหล)ว่า “เพื่อ เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์และภูมิอากาศของขั้วโลก รวมทั้งระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของขั้วโลก และเป็นแหล่งศึกษาวิจัยอนุรักษ์พันธุ์หมีขั้วโลกและนกเพนกวิน” เอาแค่ วัตถุประสงค์และความเป็นจริงที่โหดร้ายของธุรกิจสวนสัตว์ แค่นี้สวนสัตว์ก็คงอ่วมแล้วล่ะครับ เพราะตอบคำถามยังไงก็คงไม่มีใครยอมเชื่อว่าประเทศไทยอาสาตัวลงทุนในการนี้ เพื่อการอนุรักษ์หมีขั้วโลกและเพนกวิน (ฮา)
กิจการสวนสัตว์ของโลกยุคใหม่เป็นผลพวงมาจากโลกยุคอาณานิคมที่ยุโรปได้ตระเวณ ออกไปทั่วโลกเพื่อรวบรวมพันธุ์สัตว์พรรณพืชมาเก็บไว้ จะว่าไปแล้วกิจการสวนสัตว์เป็นกิจการที่มีรากเหง้าของ “เจ้าและอำมาตย์”ล้วน ๆ ระดับไพร่ทั้งหลายอย่างเก่งก็แค่ละครสัตว์เร่เท่านั้น 100-200 ปีก่อนผู้ดีในยุโรปมีสวนขนาดใหญ่และมีสัตว์เพื่อการล่าพอมายุคใหม่การที่มี สวนสัตว์ และสวนพรรณไม้ อย่างอังกฤษดินแดนพระอาทิตย์ไม่ตกดินก็มี Kew Garden ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า The Royal Botanic Gardens ไว้เก็บพรรณไม้จากทั่วโลก และอังกฤษเองที่เป็นต้นแบบของสวนสัตว์ยุคใหม่ให้กับประเทศอื่น ๆ นำไปเลียนแบบแพร่หลายในช่วงศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา อย่าลืมว่าการก่อตั้งสวนสัตว์เชียงใหม่เองก็มาจากฝรั่งเป็นผู้เริ่มทำกิจการ นี้ตามธรรมเนียมที่แพร่หลายในยุคนั้น
พอปลายศตวรรษที่ผ่านมา ก็คือในช่วง 15-20 ปีมานี้กระแสการเปลี่ยนแปลงในวงการสวนสัตว์เกิดขึ้นมาโลกทั้งใบเขาไม่ยอมรับ การกวาดต้อนสัตว์มาขังมาทำกำไรเหมือนคระละครสัตว์จึงมีการประดิษฐ์คำสวย ๆ เท่ ๆ ยกระดับกิจการสวนสัตว์ขึ้นมาเป็นกิจการเพื่อการอนุรักษ์สัตว์อะไรทำนองนี้ ตัวอย่างเพิ่งไปค้นในวิกิพีเดียเช่น New York Zoological Society เปลี่ยนชื่อเป็น Wildlife Conservation Society โดยสรุปแล้วโลกยุคใหม่เขาเริ่มมีกรอบสายตาและมาตรฐานตัวใหม่ว่าด้วยการเอา สัตว์จากป่ามาขังกรงให้คนดูจากดิบ ๆ ห่าม ๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นการอนุรักษ์และให้มีเงื่อนไขการปฎิบัติต่าง ๆ ที่ดูเหมือนว่าไม่เป็นการทรมานสัตว์ อย่างไนท์ซาฟารีที่เชียงใหม่เขาก็พยายามจะเลี่ยงใช้ศัพท์การอนุรักษ์ทั้ง หลายแหล่นี่แหละเอามาบังหน้ากิจการ “ขาย” นักท่องเที่ยว (ซึ่งก็ตลกดีเหล่าคนที่สนับสนุนปกป้องกิจการที่มีรากเหง้าสวนสัตว์อำมาตย์ ล้วนเป็นไพร่เสียเป็นส่วนใหญ่)
มาถึงยุคนี้มันก็ไม่มีใครหลอกใครได้ง่าย ๆ เหมือนแต่ก่อนแล้วล่ะครับ การแลกเปลี่ยนสัตว์ การซื้อขายสัตว์เป็นวงการที่มีผลประโยชน์มหาศาลและจำเป็นต้องให้รัฐมาเอี่ยว ในนามของข้อตกลงแลกเปลี่ยนหรือการศึกษาวิจัย ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้วมันก็คือการซื้อขายสัตว์มาเปิดการแสดงหาตังค์ใช้กัน ส่วนนักการเมืองก็กินหัวคิวค่าก่อสร้างกันไปจะมาหลอกคนไทยด้วยกันเองทำไมว่า เราเสนอตัวไปศึกษาวิจัยสัตว์ขั้วโลก (เพื่อป้องกันปัญหาโลกร้อน) มันตลกง่ะครับ ประเทศไทยยื่นมือออกไปแร่วมแก้ปัญหาโลกร้อนด้วยการพ่นความร้อนและสารจาก เครื่องทำความเย็นออกสู่อากาศ
เอาเป็นว่าเรื่อง Polar World Chiang Mai ยังไม่จบหรอกนะครับที่เขียนเพราะทราบว่าหมอหม่อง น.พ.รังสฤษฏ์ กาญจนะวณิชย์ ในนามเครือข่ายคุ้มครองสัตว์ป่าไทยและองค์กรพันธมิตรจะมีการนัดหมายเสวนาว่า ด้วยเรื่องการจัดแสดงหมีขั้วโลกของสวนสัตว์เชียงใหม่..การศึกษา หรือ ทรมานสัตว์ (alternate title : น่าภูมิใจ เชียงใหม่ เมืองแห่งหมีต่างแดน ??) ในวันที่ 23 เมษายนนี้ในงานน่าจะมีข้อมูล มีข้อสังเกตและมีวิวาทะออกมาสู่สาธารณะอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่าสิ่ง ที่ผมได้บ่น ๆ ไปในบทความ
ผมว่าผู้บริหารสวนสัตว์น่าจะมาร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนนะครับ เรามาช่วยกันสร้างกระบวนการวิวาทะอย่างเป็นผู้ใหญ่ ด้วยเหตุด้วยผล และด้วยท่วงทำนองสุภาพเรียบร้อยกันเถิดนะครับ ผมเชื่อว่าทั้งผู้บริหารสวนสัตว์และคณะผู้จัดจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับ สังคมได้เห็นเป็นตัวอย่างได้อย่างแน่นอน.
โดย :
Sakuya
| โพสท์ : 20 | ตอบ : 11 | วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ 2554 17:20:32
[แจ้งข้อมูลไม่เหมาะสม]
ความคิดเห็นทั้งหมด
0
ความคิดเห็น | จำนวนหน้าทั้งหมด
0
หน้า
การแสดงความคิดเห็น กรุณาลงทะเบียนสมาชิกก่อนนะครับ
ลงทะเบียนสมาชิกใหม่
หน้าหลัก
รู้จัก CUSC
สัญลักษณ์องค์กร
วิสัยทัศน์ พัธกิจและคุณค่า
ประวัติความเป็นมา
คณะทำงาน
งานของเรา
บ้านดินกลางเวียง
ผลิตภัณฑ์ด้านโลกร้อน (CUSC shop)
น้ำดื่มสมุนไพร (CUSC drink)
วารสารเชียงใหม่ปริทัศน์
หน้งสือเชิงวิชาการ
ข่าวประชาสัมพันธ์
กิจกรรมของศูนย์
ประเด็นร้อน
บทความ
เอกสารเผยแพร่
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา
© Copyright 2002, Urban Development Institute Foundation, All right preserved
Urban Development Institute Foundation
37 Ratchawitee Rd., Tambon Sriphoom, Amphoe Muang ,Chiang Mai 50200 , Thailand Tel. +66 53 326560