Email Pwd. สมัครสมาชิก | ลืมรหัส?
 
 
 
 

อนาคตของโลกมนุษย์มี 4 ทางเลือก



 

ประศักดิ์ ถาวรยุติการต์

                ตั้งแต่ปีที่แล้ว ทั่วโลก(2553)ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจากที่เคยเป็นมาตลอดระยะเวลา 40-50 ปี ที่เชียงใหม่เดือนมีนาคมเป็นเดือนที่หนาวสุดและเดือนเมษายนก็เป็นเดือนที่อุณหภูมิต่ำกว่าทุกๆปี เท่าที่มีการบันทึก

                ทั่วโลกต่างก็เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันมีสาเหตุมาจากโลกร้อนขึ้นจนน่ากลัว อาจแบ่งคนในโลกเป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มแรกเชื่อว่าโลกร้อนขึ้นเนื่องจากมีปริมาณของก๊าซเรือนกระจก ได้แก่คาร์บอนไดออกไซด์  มีเธน และไนตรัสออกไซด์เป็นต้น

                ส่วนกลุ่มที่สอง บอกว่าสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปก็เป็นไปตามธรรมชาติของมัน ไม่เกี่ยวกับการเพิ่มปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์

                กลุ่มแรกก็จะมาพูดถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่าเกิดจากอะไรบ้าง  พบว่าตัวการสำคัญก็คือ  การเพิ่มปริมาณของก๊าซเรือนกระจกในอากาศ  โดยเฉพาะช่วงหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมของโลก  ดังนั้นจึงบอกว่าเราจะต้องช่วยกันลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ทุกชนิดที่ใช้เชื้อเพลิงที่ได้จากน้ำมันปิโตรเลียม  ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ชาติ

                ส่วนกลุ่มที่สองก็บอกว่าเราไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้นที่จะไปลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์  ดำเนินชีวิตแบบเดิม คือใช้พลังงานให้มาก เพื่อความสะดวกสบาย เพิ่มความเจริญทางเศรษฐกิจไปเรื่อยๆ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็สามารถแก้ปัญหาต่างๆได้ ทรัพยากรธรรมชาติมีเท่าใดก็ขุดขึ้นมาใช้ เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์

                เราพบว่าขณะนี้สังคมและเศรษฐกิจของโลกมีความซับซ้อนมาก จนไม่มีรัฐบาลใดในโลกที่จะกำหนดนโยบายที่ชัดเจนว่าสามารถทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและบอกว่าเราจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกอย่างไร

                มีผู้เสนอว่าเมื่อถึงปี พ.ศ.2050 จะต้องลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลง 80 % จากปัจจุบัน ซึ่งจะมีปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์เท่ากับก่อนปฎิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถทำได้โดยการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และคาดว่าเมื่อสิ้นศตวรรษที่ 21 ก็จะทำให้ปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในระดับที่ยอมรับได้  หากไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ไม่มีทาง ปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์จะต้องเพิ่มไปเรื่อยๆ

                แต่ก็มีศาสตราจารย์ชาวอเมริกา บอกว่า ถ้าไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ยังสามารถลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์  หากรัฐบาลโดยเฉพาะอเมริกา  เอาจริงเอาจังกับนโยบายก็สามารถพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานอื่นๆ ขึ้นมาใช้แทนพลังงานจากฟอสซิลได้

                ได้มีการระดมความคิดจากผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและด้านอื่นๆลดโลกร้อน เช่น ระบบนิเวศ  การเกษตรกรรม น้ำ ผังเมือง เศรษฐกิจ และอื่นๆอีก บอกว่าทางเลือกของสังคมจะมีผลกระทบอย่างมากต่อการพัฒนาพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ดูเหมือนว่าแนวโน้มประเทศต่างๆ จะให้ทุกอย่างดำเนินไปเหมือนเดิม      

 เพราะว่าไม่ต้องการเสียเปรียบในเชิงธุรกิจ ประเทศที่ร่ำรวยอยู่แล้วก็ต้องการรวยมากขึ้น ประเทศยากจนก็บอกว่าเราต้องพยายามพัฒนาอีกมากมายการจะมากำหนดอะไรก็ตามที่จะเป็นผลเสียต่อประเทศตนเองก็ไม่ควรทำ

                จึงมีนักวิจัยกลุ่มหนึ่งเสนอการแก้ปัญหาแบบใหม่ขึ้นมา คือมีทางเลือก 4 ทางให้โลกมนุษย์ของเราได้เลือกกลุ่มนักวิจัยกลุ่มนี้ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ นักกำหนดนโยบาย ฯลฯ

ได้ใช้เวลาศึกษานานอย่างละเอียดทุกแง่ทุกมุมจึงได้ข้อสรุป ดังนี้

                ทางเลือกที่ 1 ปล่อยให้มีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 1,370 พีพีเอ็ม ในปี ค.ศ.2100 และก็ยังปล่อยให้สูงไปเรื่อยๆ แล้วแต่ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ปัจจุบันมีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ประมาณ 390 พีพีเอ็ม ซึ่งในปีที่แล้วก็มีการรณรงค์ว่าไม่ควรเกิน 350 พีพีเอ็ม

                ทางเลือกที่ 2 ให้มีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 850 พีพีเอ็ม  เมื่อถึงปี ค.ศ.2100 และหลังจากนั้นก็ให้คงที่

                ทางเลือกที่ 3 ปล่อยให้คาร์บอนไดออกไซด์มีปริมาณ 650 พีพีเอ็ม เมื่อถึงปี ค.ศ.2100 แล้วให้คงที่หลังจากนี้ แนวทางนี้มีคนเห็นชอบโดยเฉพาะนักวางแผนเกี่ยวกับสังคมศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์

                ทางเลือกที่ 4 เป็นทางเลือกที่นักวิทยาศาสตร์มีความปรารถนาอันแรงกล้า เพราะว่าสังคมจะต้องรับรู้และตระหนักถึงปัญหาโลกร้อน โดยปล่อยให้คาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นถึง 490 พีพีเอ็ม เมื่อถึงปี ค.ศ. 2100 หลังจากนั้นก็ให้ลดลงเรื่อยๆ จนต่ำกว่า 350 พีพีเอ็ม

                ซึ่งทางเลือกที่ 4 นี้ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา  ซึ่งหมายความว่าการบริโภคเนื้อสัตว์ในปี ค.ศ.2100 จะต้องลดเหลือศูนย์ เพราะสัตว์เลี้ยงสำหรับเป็นอาหารจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นร้อยละ 18 ของปริมาณทั้งหมด

                จะเห็นแล้วว่าทางเลือกของโลกมีน้อยมาก หากจะยังคงรักษามนุษย์ในโลกใบนี้ไว้ ปัญหาคือทุกประเทศในโลกต่างก็ต้องการเป็นประเทศที่พัฒนา แต่จะเอาทรัพยากรมาจากไหนจึงจะพอ การกระตุ้นให้คนบริโภคมากๆ การผลิตสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ต้องใช้พลังงานในการขับเคลื่อนไม่น่าจะเป็นหนทางที่ดี

                โลกใบนี้ไม่สามารถรองรับประชากรได้แบบไม่มีสิ้นสุด โดยหลักแห่งความสมดุลของธรรมชาติ จำนวนประชากรโลกจะถึงจุดสูงสุดในเร็วๆนี้  ที่เกินจะต้องล้มหายตายจากกัน ซึ่งมักจะเกิดภาวะการขาดแคลนอาหาร โรคระบาด สงคราม ภัยธรรมชาติ ที่เกิดจากการไม่สมดุลของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินถล่ม ไฟไหม้ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และน้ำท่วมโลก

                สรุปแล้วประชากรของทุกประเทศในโลกนี้จะต้องเป็นผู้ตัดสินใจเอง เพราะว่าอนาคตของโลกใบนี้อยู่ในมือของท่าน เราจะต้องเสี่ยงกับความล่มสลายของมนุษย์ชาติ หรือเราจะเลือกเอาระบบนิเวศ ดังคำสอนของพระพุทธศาสนาว่า “จะต้องลดละกิเลสทั้งหลายเพื่อความพอดี”


โดย : | โพสท์ : | ตอบ : | วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ 2554 16:49:59
[แจ้งข้อมูลไม่เหมาะสม]
ความคิดเห็นทั้งหมด 0 ความคิดเห็น | จำนวนหน้าทั้งหมด 0 หน้า

การแสดงความคิดเห็น กรุณาลงทะเบียนสมาชิกก่อนนะครับ

ลงทะเบียนสมาชิกใหม่

 
 
 

หน้าหลัก

 

รู้จัก CUSC


สัญลักษณ์องค์กร
วิสัยทัศน์ พัธกิจและคุณค่า
ประวัติความเป็นมา
คณะทำงาน

งานของเรา


บ้านดินกลางเวียง
ผลิตภัณฑ์ด้านโลกร้อน (CUSC shop)
น้ำดื่มสมุนไพร (CUSC drink)
วารสารเชียงใหม่ปริทัศน์
หน้งสือเชิงวิชาการ

ข่าวประชาสัมพันธ์


กิจกรรมของศูนย์
ประเด็นร้อน
บทความ
เอกสารเผยแพร่
 

เว็บบอร์ด

 

ติดต่อเรา

 
© Copyright 2002, Urban Development Institute Foundation, All right preserved

Urban Development Institute Foundation
37 Ratchawitee Rd., Tambon Sriphoom, Amphoe Muang ,Chiang Mai 50200 , Thailand Tel. +66 53 326560