(ธเนศวร์ เจริญเมือง)
ทุกวันนี้ ใครๆก็รู้ว่าเชียงใหม่เป็นเมืองเก่าแก่ เป็นเมืองประวัติศาสตร์
และมีศิลปวัฒนธรรมอันเป็นลักษณะเฉพาะ เช่นเดียวกับเมืองอื่นๆในล้านนา ที่มีศิลปวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะตัว
เมื่อพระญามังราย สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นในปี
พ.ศ. 1839 และกำหนดให้เมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางอำนาจของรัฐล้านนา บริเวณคุ้มหลวงหรือที่สยามประเทศเรียกว่าพระราชวังนั้น ตั้งอยู่ที่ปัจจุบันคือคุกกลางเมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่หลังที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงใหม่
คนที่เคยเดินในบริเวณกลางเมืองเชียงใหม่แถวหน้าอนุสาวรีย์3 กษัตริย์บนถนนพระปกเกล้า หันไปทางทิศเหนือคือประตูช้างเผือก จะพบว่า มีสถานที่สำคัญอันเป็นประวัติศาสตร์ 3 แห่งคือ
ซ้ายมือคือพระราชวังของกษัตริย์แห่งล้านนา
(ปัจจุบันคือคุกหรือทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่) บนถนนพระปกเกล้าฝั่งตะวันตก (ปัจจุบันอยู่เยื้องอาคารบริษัทการบินไทย)
คือวัดหัวข่วง หรือวัดแสนเมืองมา และด้านขวาคือวัดเชียงหมั้น (อยู่หลังอาคารการบินไทย)
วัดเชียงหมั้นเป็นวัดแรกของเมืองเชียงใหม่ พระญามังรายเป็นผู้สร้างวัดนี้หลังจากที่เมืองนี้ก่อกำแพงอิฐทั้ง 4 ด้านเสร็จแล้ว จากนั้นพระญามังรายได้สร้างคุ้มหลวง หรือพระราชวังของพระองค์ ส่วนวัดหัวข่วงสร้างภายหลัง แต่ก็น่าเชื่อว่าเป็นวัดที่เก่าแก่เพราะคติความเชื่อของผู้คนในล้านนา-เชียงตุง-สิบสองปันนา
คือ เมืองที่เจ้าผู้ครองประทับอยู่ จะมีข่วงหลวงหรือลานกว้างสาธารณะไม่ไกลจากพระราชวัง และตอนเหนือของข่วงจะมีวัดสำคัญคือวัดหัวข่วง หมายถึงอยู่บริเวณส่วนหัวของข่วง เป็นวัดที่ใช้ประกอบพิธีสำคัญ
ข่วงหลวง
หรือสนามใหญ่แผ่เป็นบริเวณกว้างจากหน้าวัดหัวข่วงลงไปทางทิศใต้จนถึงวัดสะดือเมืองหรือวัดอินทขีล
และวัดดวงดี ไม่ต่างจากท้องสนามหลวงของกรุงเทพฯในปัจจุบัน ทิศตะวันออกครอบคลุมพื้นที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยและวัดบ้านปิง ทางทิศตะวันตกก็คงแผ่ไปจนถึงที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน
เชียงใหม่มีอายุครบรอบ 715 ปีในปีนี้ เคยเป็นเมืองหลวงของรัฐที่เป็นอิสระ 262ปี (พ.ศ. 1839-2101) ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า 216 ปี (พ.ศ. 2101-2317) และตกเป็นเมืองขึ้นของธนบุรี-รัตน โกสินทร์ รวม 125ปี (พ.ศ. 2317-2442) ต่อจากนั้น ในปี
พ.ศ. 2442 ฐานะประเทศราชของล้านนาก็สิ้นสุดลง ล้านนาได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสยาม (ตอนแรกเรียกว่ามณฑลลาวเฉียง ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลพายัพ)
แต่แม้จะได้ผ่านมาแล้วหลายยุค คุ้มหลวงหรือพระราชวังของกษัตริย์แห่งล้านนาก็ยังคงอยู่ที่เดิม จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5นี่เอง ที่เจ้าอินทวิชยานนท์-เจ้าหลวงเชียงใหม่สร้างคุ้มหลวงขึ้นที่ปัจจุบันคือโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย คุ้มหลวงเดิมที่เคยรับใช้กษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายและราชวงศ์กาวิละ
(กระทั่งผู้ปกครองจากพม่า) ได้ชำรุดทรุดโทรมลงเป็นลำดับ
มีการสร้างศาลาที่ว่าการมณฑลพายัพ
(ปัจจุบันคือศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ อดีตคือศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่) ศาลแขวง บ้านพักอัยการ
บ้านพักผู้พิพากษาในบริเวณรอบๆ อนุสาวรีย์ 3 กษัตริย์ (สร้างปี พ.ศ. 2525) สร้างเรือนจำกลางเชียงใหม่บนพื้นที่คุ้มหลวงที่รื้อออกไป และสร้างที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงใหม่ มีการสร้างถนนจากประตูช้างเผือกตัดตรงไปจนถึงประตูเชียงใหม่เรียกว่าถนนพระปกเกล้า เมื่ออำนาจของกษัตริย์แห่งล้านนาสิ้นสุดลงในสมัยรัชกาลที่ 5 ข้าราชการของมณฑลพายัพก็ทะยอยเข้ามาสร้างสำนักงานและที่พักในบริเวณ เช่นเดียวกับพี่น้องชาวจีนที่อพยพตามมาเพื่อหาโอกาสใหม่ๆในการเลี้ยงชีพ ข่วงหลวงจึงหายไปทั้งหมด
มีคำถามว่าเหตุใดจึงเจาะจงสร้างคุกบนพื้นที่คุ้มหลวง เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นอุบัติเหตุเพราะที่ลำพูนและลำปาง
คุกก็ตั้งอยู่บนพื้นที่คุ้มหลวงเช่นกัน ดังนั้น คำตอบจึงน่าจะเป็นการสร้างตามพิธีไสยศาสตร์ แบบครอบงำเมือง และกำหนดให้ผู้ปกครองเมืองเป็นนักโทษตลอดไป
ในปี พ.ศ. 2544-45 ประชาชนชาวเชียงใหม่ได้รวมตัวกันเสนอรัฐบาล
พตท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร
ให้ย้ายคุกออกไปและสร้างข่วงหลวงขึ้นแทนเพื่อให้เป็นปอดของเมือง ให้เป็นสวน สาธารณะขนาดใหญ่กลางเมือง
(พื้นที่ราว 22 ไร่) สำหรับผู้อยู่และผู้มาเยือน รัฐบาลในขณะนั้นรับหลักการและมีมติให้ย้ายคุกออกไปที่อำเภอแม่แตง ปรากฏว่ากรมราชทัณฑ์ได้ย้ายนักโทษชายออกไปที่คุกแห่งใหม่หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่แห่งใหม่
และเก็บนักโทษหญิงไว้กลายเป็นทัณฑสถานหญิงเรื่อยมา บัดนี้เวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี ผู้บริหารทัณฑสถานหญิงยังคงอ้างว่ากรมราชทัณฑ์ขาดงบประมาณ คุกที่อำเภอแม่แตงยังสร้างไม่เสร็จ
ในปี พ.ศ. 2552 ได้มีการสอบถามความเห็นของคนเชียงใหม่อีกครั้ง ความเห็นยังเป็นดังเดิมคือให้ย้ายทัณฑสถานหญิงออกไป สร้างข่วงหลวงขึ้นแทนเพื่อให้เกิดบริเวณกว้างกลางเมืองสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายๆทาง มีเพียงความเห็นส่วนน้อยที่ว่าคุกแห่งนี้มีอายุราว 104 ปีสมควรเก็บไว้เป็นโบราณสถานบางส่วน หรือเก็บไว้ทั้งหมด กระทั่งบางคนเห็นว่าควรเก็บไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา เกิดความเกรงกลัวต่อการทำผิดติดคุก กระทั่งให้เก็บคุกใต้ดินเป็นโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยวบางคนที่ชอบผจญภัย
ในเรื่องนี้ ความเห็นส่วนใหญ่เห็นว่าสิ่งเก่าอายุ 100 กว่าปี
อาจจะเก่าก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งเก่าทุกอย่างต้องมีค่า บริเวณที่สร้างคุ้มหลวงย่อมเป็นชัยภูมิที่ดีที่สุดที่ผู้นำในแต่ละยุคได้เลือกไว้ เป็นที่ตั้งของศูนย์อำนาจ กระทั่งเป็นศูนย์รวมจิตใจที่สำคัญแห่งหนึ่งของชาวเมือง คนเชียงใหม่ย่อมยากที่จะทำใจยอมรับคุกอันเป็นสถานที่อโคจรให้อยู่ตรงนั้น หรือจะเก็บของเก่าประเภทนั้นไว้ เพื่อเก็บรักษาความขมขื่นเจ็บช้ำกับเรื่องราวอดีตให้ดำรงต่อไปอีกหรือ
บัดนี้ ความเห็นที่รวบรวมได้นั้นได้นำเสนอให้นายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่เป็นเวลาราว2 ปีแล้ว ปรากฏว่าไม่มีความคืบหน้าใดๆ ข่าวที่ว่ากรมราชทัณฑ์มีงบประมาณไม่เพียงพอ
จึงยังสร้างคุกที่อำเภอแม่แตงไม่เสร็จก็ไม่มีหน่วยงานใดของจังหวัดยืนยันและใส่ใจดูแลเรื่องนี้
ในโอกาสที่ประชาชนไทยได้รัฐบาลใหม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายกรัฐมนตรีที่เป็นคนเชียงใหม่ บัดนี้ ได้เวลาที่คนเชียงใหม่จะต้องรวมพลังกันอีกครั้งทำความฝันนี้ให้เป็นความจริง
ย้ายคุกกลางเมืองเชียงใหม่ออกไป สร้างข่วงหลวงขึ้นแทนที่เพื่อสร้างปอดใหม่ให้เมือง.