นิคม พรหมมาเทพย์
ผู้คนล้านนาย่อมรู้จักแมงกว่างที่เป็นแมงนักสู้บนคอนไม้
มีที่นี่ที่เดียว คือล้านนา......
แมง กว่างเป็นแมงที่มีหลายลักษณะมีทั้งกว่างสองเขา สามเขา ห้าเขา มีทั้งกว่างเมือง
กว่างงวง กว่างก่อ กว่างกุ๊ก กว่างดาว กว่างกีม(คีม) ซึ่งกว่างเหล่านี้ต่างมีคุณค่าลักษณะแตกต่างกันออกไป
ใน ที่นี้จะขอเล่าเรื่องการชนกว่างสองเขาที่นิยมกันนำมาชนบนคอนไม้ โดยเฉพาะเมื่อสมัยก่อนเมื่อผู้คนตรากตรำจากการทำงานในเวลากลางวันไม่ว่าทำ
นา ทำไร่ เมื่อเข้าสู่ยามคำคืนผู้คนย่อมว่างจากการงาน เมื่อเข้าสู่ฤดูเดือนสิบเอ็ดสู่เดือนสิบสองผู้คนล้านนาจะเสาะหาดูตามต้นคราม
ต้นกล้วย ต้นหน่อไม้ไผ่ ต้นไม้แพ่ง หรือบางครั้งต้องเอากว่างตัวเล็กๆมาตั้ง(ล่อ)เพื่อให้กว่างตามธรรมชาติเข้า
มาเกาะรอให้เจ้าของที่ตั้งกว่างมาจับเอามาเลี้ยงแล้วนำมาชนกันในยามค่ำคืน
หลัง จากกินข้าวแลง(มื้อเย็น)เจ้าของกว่างจะเอากว่างมาดูว่ากว่างตนเองมีลักษณะ
กล้าแกร่ง กินอ้อยได้ดี ไม่มีอาการเสียองก๊ะ(อวัยวะพิการ) มีอวัยวะครบทุกส่วนไม่ว่าขาหน้าหลัง ปีกหุบเข้าเต็มตัว หนวดต๊วง(ดิ้น)ไปมา เมื่อนำเอาไม้ผั่นแผ้ด(แตะ)ที่แก้มซ้ายขวากว่างหมุนตัวไล่งับไม้ผั่น...
โอ้..กว่างมันกล้าดีแท้ต้องเอาไปชนกันละในคืนนี้....
ถึง เวลาเจ้าของกว่างและเพื่อนพ้องที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงจะพากันถือกว่างที่
พร้อมจะชนออกจากบ้านไปในยามค่ำคืนโดยอาศัยแสงเดือน แสงดาว ในความมืดเดือนถือโกมหว้อ(ตะเกียงส่องทาง)นำหน้าบางครังอาจจะมีการสีสะล้อ ดีดซึงบรรเลงเพลงพร้อมไปกับการเดินไปตามถนนหนทางในหมู่บ้านเพื่อไปพบในบาง
บ้านบางหลังที่มีแสงตะเกียงจุดโพลงเป็นสัญญาณว่าที่บ้านหลังนี้พร้อมที่จะ ชนกว่างเพราะมีกว่างรอไว้แล้วหลายๆไตัวเรียกกันว่า
"กว่างรองบ่อน" ส่วนมากจะเป็นที่รู้จัก
หรือทราบกันดีว่ามีบ้านหลังใดบ้างที่มีกว่างมาก หรือหมู่บ้านต่างบ้านมีบ่อนเล็กๆรอไว้เพื่อให้ชนกว่าง ซึ่งเป็นที่นิยมพูดบอกต่อๆกันในเวลากลางวัน
เมื่อ ไปถึงที่ชนกว่าง จะเป็นข่วง(ลาน)บ้านมีคอนชนกว่างเตรียมไว้ให้พร้อมกับโคมหรือตะเกียงขนาด
ใหญ่วางไว้ เมื่อเจ้าของกว่างต่างนำกว่างมาแล้วจึงให้เจ้าของบ้านที่เป็นเจ้าภาพนำ
กว่างมาเปรียบหรือเทียบเคียงดูว่ากว่างที่จะชนมีขนาดเท่ากันหรือไม่ มีข้อตกลงกันว่าพร้อมที่จะชนหรือไม่เมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นว่ากว่างของตนเอง
พร้อมที่จะชนก็จะนำกว่างลงคอนชนกันต่อไป
การ ชนกว่างจะนับกันเป็น"คาม"
คือลักษณะที่กว่างเข้าคีบหัวกันและกัน หากถอยออกมาเรียกกันว่า
"หนึ่งคาม" เมื่อพุ่งเข้าคีบงาบหัวกันอีกก็ถือว่าเป็นคามที่สอง...สาม..สี่ห้า.....
ต่อๆกันไปจนครบสิบสองคาม..หากไม่แพ้ชนะถือว่ายกเลิกกันไป....
การ ชนกว่างสมัยก่อนชนกันในเวลายามค่ำคืนเท่านั้น ไม่นิยมชนกันในเวลากลางวันเพราะต้องทำงานในนาในไร่....และไม่นิยมใส่เงิน(เล่นพนัน)กันมากนัก อาจเล่นกันบ้างเล็กๆน้อยๆ
ไม่มีการโกงกิน ไม่ชนกันในวันศีล(วันพระ) เพราะถือกันว่าเป็นกีฬาพื้นบ้าน ชนกันเพื่อสนุกสนาน พักผ่อนในยามทำงานหนัก
เมื่อ หมดหน้าเดือนสิบสองหรือออกพรรษา เจ้าของกว่างจะปล่อยกว่างไปหากินตามประสาธรรมชาติแมงกว่าง
พวกมันจะไปเที่ยวหาคู่ผสมพันธุ์สืบลูกออกหลานให้กว่างตัวเมียหนีลงดินมุด หน้าบ่มตัวแล้วไข่วางฝากให้ดินฟักเป็นตัวอ่อนด้วงเล็กๆแแล้วกลายเป็นกว่าง
ตัวใหม่ในปีต่อๆไป
การ ชนกว่างล้านนาปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนมาเป็นกีฬาระดับโลกไปแล้วเพราะชาติ
ต่างๆมีกว่างเข้ามาชน มาประกวดกว่างงาม มีถ้วยรางวัลให้เจ้าของกว่างทั้งชาวไทยและต่างประเทศทำให้เกิดอาชีพหลาย
อย่างเช่นการขายอ้อย การทำไม้ผั่น การทำคอน ......
เป็น ที่น่าสังเกตว่า ชาวญี่ปุ่นเข้ามาหาซื้อกว่างไปเพาะพันธุ์และนำเข้ามาประกวดกับกว่างคนล้าน
นา และเป็นที่น่าคิดต่อว่าอนาคตชาวญี่ปุ่นอาจพัฒนาแมงกว่างเป็นแมงกีฬา สากล.......เน่อหมู่เฮา